โดย ธิโบต์ วิโชวาน็อก แปล ธารินี เปาริสคุตตะ
เป็นที่ทราบกันดีว่าดูไบเป็นแหล่งกำเนิดความลึกลับอันไม่สิ้นสุด เราไม่แน่ใจว่างานอาร์ตแฟร์ที่จัดขึ้นแต่ละปีนั้นจะเปิดผ้าคลุมหน้าด้วยหรือไม่ งานอีเว้นท์นี้รวบรวมแกลเลอรี 105 แห่งจาก 48 ประเทศจนประสบความสำเร็จกลายเป็นเวทีงานศิลปะทางตะวันออกกลางที่ไม่อาจเทียบได้ การเปล่งประกายครั้งใหญ่นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาบูดาบี (Louvre Abu Dhabi) ในละแวกใกล้กันและความยอดเยี่ยมของมูลนิธิศิลปะในรัฐชาร์จาห์ (Sharjah Foundation)…ไม่มีอะไรที่ดูจะเป็นความลับนอกเสียจากที่นั่น อย่างไรก็ตาม งานอาร์ต ดูไบ (Art Dubai) ก็มีปริศนาด้วย เช่นกัน และในพื้นที่จัดแสดงงานในส่วนที่ทันสมัยของงานแฟร์ไม่ใด้เป็นเพียงแค่น้ำหมึกบนกระดาษของฮาเหม็ด แอ็บดัลลา (Hamed Abdalla) คำถามก็คือภาพวาดที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ อันรุนแรงที่ดูลึกลับจะเป็นที่ยอมรับของชาวเอมิเรตส์หรือไม่ อันที่จริงแล้ว แกลเลอรีมาร์ค ฮาเช็ม (Mark Hachem) (ในกรุงเบรุตส์ ปารีส นิวยอร์ค) ไม่หยุดที่จะนำเสนอจิตรกรรมแผงอันสื่อถึงความรื่นรมย์ในเนื้อหนังมังสาผ่านภาพวาด นับสิบภาพของชาวอียิปต์ ร่างกายถูกนำเสนอผ่านภาพวาดแห่งโลกีย์เชิงนามธรรมที่ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งข้างหลังหรือข้างหน้า ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศ ไม่มีอะไรที่เป็นความอนาจาร ความอ่อนโยนของสีสันและความสง่างามของท่วงท่าที่แปรเปลี่ยนอย่างเย้ายวน เป็นการยกระดับจิตวิญญาณให้สูงส่งยิ่งขึ้นสู่จิตวิญญาณ อันเลิศลํ้า ผลงานเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1961 หนึ่งในผลงานที่สวยที่มีชื่อไพเราะที่สุดว่า The World That Creates ฮาเหม็ด แอ็บดัลลา เกิดในปี 1917 ที่กรุงไคโรและเสียชีวิตในปี 1985 ที่กรุงปารีส ผู้ปกป้องวัฒนธรรมอาหรับผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองจนกระทั่งลี้ภัย เขาได้พลิกรูปแบบของตัวอักษรอาหรับด้วยความอัจฉริยะไปสู่รูปแบบที่งดงามยิ่ง ผลงานชิ้นโบว์แดงหลายชิ้นมีความใกล้เคียงกับปิกัสโซ (Picasso) และเกรโค (Greco) ซึ่งนำมาจัดแสดงให้ชมที่งานแฟร์นี้ด้วย
ร่างกาย ยังคงเป็นคำถามอยู่บนดิสเพลย์อันสวยงาม ของแกลเลอรีแดสแตนส์ เบสเมนต์ (Dastan’s Basement Gallery) ในกรุงเตหะรานด้วยผลงานสองสามชิ้นของเฟเรย์โดน อาวี (Fereydoun Ave) ผู้อุปถัมภ์งานศิลปะร่วมสมัยของอิหร่าน อาร์ติสต์ท่านนี้เกิดในปี 1945 และเป็นผู้สร้างสรรค์ ผลงานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับรอสแตม (Rostam) นักต่อสู้ในยุคก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเกิด มหากาพย์ของเขาถูกขีดเขียนขึ้นโดยกวีนามเฟอร์ดาวซี (Ferdowsi) แต่ถูกถ่ายทอดในลักษณะของนักต่อสู้ร่วมสมัยตามภาพลักษณ์ของวีรบุรุษในตำนาน วิดีโอที่ดูหลอนในแบบงานไซคีเดลิค (Psychedelic) ฉายให้เห็นเป็นภาพพร้อมๆ กับคู่ปรปักษ์ นับเป็นนิทานเปรียบเทียบที่สวยงาม เต็มไปด้วยอารมณ์และตัณหา ร่วมถึงการต่อสู้ทางการเมือง เป็นการตีแผ่ให้เห็นถึงร่างกายที่สวยงามกลายเป็นเกมทางการเมืองครั้งสำคัญในยุคสมัยของเราอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ร่างกายและการเมืองมักจะมาพร้อมกับรางวัล Abraaj Prize เสมอ รวมถึงงานอาร์ตดูไบครั้งล่าสุด ลอว์เร็นซ์ อาบู แฮมดัน (Lawrence Abu Hamdan) เกิดที่ประเทศจอร์แดนในปี 1985 ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเบรุตและ กรุงเบอร์ลิน เขาคือหนึ่งอาร์ติสต์ผู้มีความตั้งมั่นที่สุดและเฉลียวฉลาดที่สุดในยุคสมัยซึ่งหาใครเทียบได้ยาก สำหรับเขา ร่างกายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ด้วยเสียงพูดและโทนเสียง ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เขาชื่นชอบ แกลเลอรีมอร์ ชาร์ป็องติเยร์ (Mor Charpentier) ในกรุงปารีสเป็นตัวแทนนำเสนอผลงานของเขา ครั้งล่าสุดคือ ซีรีส์ผลงานภาพชุด Disputed Utterance เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ความผิดได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและถูกระงับด้วยการตีความมาเป็นประโยคหรือคำพูดจากปากของพยาน อาร์ติสต์ท่านนี้ได้นำเสนอหลายตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเย้ยหยัน อย่างเช่นเรื่องราวของหมอชาวอเมริกันที่ได้พูดกับคนติดยาคนหนึ่งแบบไร้ความรับผิดชอบว่าเขา “สามารถฉีดสิ่งเหล่านี้ได้เอง” (“you can”) แต่อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนชี้ให้เห็นว่าหมอคนนั้นพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงกรีกซึ่งทางคำพูดได้ลบล้างความหมายในแง่ลบ “คุณไม่สามารถ” (“you can’t”) เกร็ดประวัติแต่ละเรื่องซึ่งควรค่าแก่การเป็นนวนิยายของโจนาธาน ฟรานเซ็น (Jonathan Franzen) มาพร้อมกับภาพวาดจากถ่านและภาพถ่ายที่นำเสนอขั้นตอนการออกเสียงซึ่งเป็นเทคนิคที่บอกได้ว่าส่วนใดของปากถูกใช้ไปกับการเปล่งเสียงที่ต่างกัน ออกมา หรือเมื่อร่างกายโดยทางปากหรือทางคำพูดได้กลายไปเป็นฉากอาชญากรรม สำหรับอาบู แฮมแดน เสียงพูดเปรียบเสมือนสื่อที่นำเสนอเนื้อหาขั้นสูงทางการเมืองและสังคม ที่มีอิทธิพลต่อความเป็นจริง (เช่น การทำผิดของมนุษย์คนหนึ่งซึ่งทุกอย่างเผยถึงคนๆ นั้น (ว่ามาจากไหนหรืออยู่ในสังคมแบบใด)
โลร็องซ์ อาบู แฮมแดน ไม่ใช่สมบัติเพียงชิ้นเดียวของงานอาร์ตดูไบ ที่ร่ำลือไปถึงประเทศฝรั่งเศส แกลเลอรีอีมาน ฟาเรส์ (Imane Farès Gallery) ตั้งอยู่ที่ถนนมาซารีน (Mazarine) ในกรุงปารีสก็คู่ควรที่จะได้ไปจัดแสดงที่งานแฟร์นี้และได้รับรางวัล Abraaj Prize (อาร์ติสต์สองคนของ แกลเลอรีได้รางวัล) นับตั้งแต่ปี 2010 อีมาน ฟาเรส์ ได้ปกป้องไว้อย่างแรงกล้าและคงไว้ซึ่งรสนิยมของอาร์ติสต์จากตะวันออกกลางและทวีปแอฟริกา และไม่เพียงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น อาลี เชอร์รี (Ali Cherri) ผ่านการคัดเลือกให้ได้รางวัล Abraaj Prize โดยหลายปีมาแล้วที่อาร์ติสต์ชาว เลบานอนท่านนี้สนใจในสถานที่อันเต็มไปด้วยเรื่องราวทางโบราณคดีอันก่อให้เกิดเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ สิ่งต่างๆ ทางโบราณคดี แจกัน หรือรูปปั้นโดยเห็นได้จากที่อาลี เชอร์รี ได้ซื้อจากร้านต่างๆ ที่ขายแล้วเอามาทำใหม่หรือประกอบ ขึ้นใหม่ ท่าทางอันย้อนแย้งที่เอาความลับออกจากวัตถุโบราณและออกจากบริบทเพื่อตั้งคำถามถึงมูลค่าว่าทำไมของชิ้นนี้ถึงมีค่า อะไรเป็นสิ่งที่บอกมูลค่าของวัตถุโบราณจากสมัยอดีตได้ในยุคสมัยของเรา ของชิ้นนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาติอย่างไร สำหรับอาลี บริบทในอดีตเผชิญหน้ากับบริบทในปัจจุบันเสมอเพื่อให้เปิดเผยออกมาได้ดียิ่งขึ้น ส่วนอาร์ติสต์ที่ดีอีกท่านหนึ่งของแกลเลอรีอีมาน ฟาเรส์ ก็ได้รับการคัดเลือกให้ได้รางวัล Abraaj Prize ด้วยเช่นกัน บาสมา อัลชาริฟ (Basma Alsharif) ได้รับการนำเสนอที่ดูไบซึ่งเป็นผลงานชุดภาพถ่ายจำนวนสิบภาพในชื่อ A Land Without a People อารติสต์ชาวปาเลสไตน์ท่านนี้แน่นอนว่าผลงานอ้างอิงมาจากคำพูดที่มีชื่อเสียงซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการไซออนิสต์ (Zionism) ที่ว่า "A land without a people for a people without a land" แต่ที่นี่นั้น ผืนดินว่างเปล่า (คำว่า “empty” ปรากฏอยู่บนรูปภาพ) เป็นเพียงหนึ่งในวิถีแบบชาวแคลิฟอร์เนีย ผืนดินอันกว้างใหญ่ทางตะวันตกถูกพิชิตไปโดยนักล่าอาณานิคมชาวอเมริกัน…ผืนดินแห่งฮอลลีวูดแผ่อาณานิคมไปทั่วโลก ตั้งแต่แคลิฟอร์เนียจนถึงปาเลสไตน์โดยผ่านทางดูไบ ทะลทรายคือผืนดินอันอุดมสมบูรณ์สำหรับพวกอาร์ติสต์